บทความ

พระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9

Create Date | 4 ธันวาคม, 2019 3977 Views

ทำไมคนไทยถึงรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ยิ่งกว่าชีวิต เป็นคำถามที่คนไทยทุกคนสามารถตอบได้โดยใช้หัวใจ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระนามเดิมว่า ‘พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช’

เรารักพระองค์ท่าน เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อชาวไทยนั้นช่างมากมายเหลือคณานับ ไม่แปลกใจที่คนไทยทุกคต่างภูมิใจที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9 และอยากบอกเล่าเรื่องราวความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ท่านให้ลูกหลานที่ยังเล็กอยู่ได้รับรู้ความดีของพระองค์ท่าน รวมทั้งพระราชประวัติของพระองค์ก็มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งไม่แพ้กัน

ทรงพระราชสมภพ

  • พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระนามเดิมว่า ‘พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช’
  • พระนามของพระองค์มีความหมายดังนี้ ภูมิ หมายถึง แผ่นดิน และ พล หมายถึง พลัง รวมกันแล้ว ภูมิพล จึงหมายความว่า พลังแห่งแผ่นดิน ส่วน อดุลย หมายถึง ไม่อาจเทียบได้ และ เดช หมายถึง อำนาจ รวมกันแล้ว อดุลยเดช จึงหมายความว่า อำนาจที่ไม่อาจเทียบได้
  • ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์และหม่อมสังวาลย์ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า)
  • ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น รัฐเมสสาชูเขตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาต่ออยู่ที่นั่น
  • ทรงมีพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า ‘เล็ก’
  • เมื่อพระชนมายุได้ 5 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพมหานคร
  • ทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซานน์
  • ในปี พ.ศ.2478 ได้ทรงเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอลนูแวลเดอลาซูอิสรอม็องด์ เมืองชายีซูร์โลซาน
  • ทรงมีความเชี่ยวชาญหลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และละติน
  • ในระดับอุดมศึกษาทรงเข้าศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองโลซานน์
  • ในปี พ.ศ.2481 ได้เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบรมเชษฐาธิราช พระบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ

ขึ้นครองราชย์

  • เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 ขณะที่พระองค์มีพระชนมพรรษา 18 พรรษา รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
  • ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า ‘สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช’ และรัฐบาลได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการบริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์
  • เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489 ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ กรุงโลซานน์
  • แม้พระองค์จะทรงโปรดวิชาวิศวกรรมศาสตร์แต่เพื่อประโยชน์ ในการปกครองประเทศได้ทรงเปลี่ยนมาศึกษาวิชาการปกครองแทน เช่น วิชากฎหมาย อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ภูมิศาสตร์
  • ทรงศึกษาและฝึกฝนการเล่นดนตรีด้วยพระองค์เอง

ทรงประสบอุบัติเหตุ

  • ในปี พ.ศ.2491 ระหว่างทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากรเป็นครั้งแรก
  • ในปีเดียวกันนั้นพระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง ทรงบาดเจ็บที่พระพักตร์ พระเนตรขวา และพระเศียร ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมอร์เซส์ โดยแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง หากแต่พระอาการยังคงไม่ดีขึ้น กระทั่งวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทางพระเนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

  • ในช่วงที่พระองค์ทรงบาดเจ็บ โปรดฯ ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มาเฝ้าฯ ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด นั่นทำให้พระสัมพันธภาพแน่นแฟ้นขึ้น
  • ทรงหมั้นหมายกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2492
  • วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 พระราชดำเนินกลับประเทศไทย โปรดเกล้าให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รัชกาลที่ 8) ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม พ.ศ.2493
  • วันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรที่วังสระปทุม และทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชน นอกจากนี้ได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
  • หลังจากนั้นได้เสด็จไปประทับพักผ่อน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรก นั่นก็คือ การพระราชทานถนนสายห้วยมงคลให้แก่ลุงรวยและชาวบ้านที่มาช่วยกันเข็นรถพระที่นั่งขึ้นจากหล่มดิน
  • สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นจากพระดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆภายในประเทศทั้งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ไขปัญหาระยะยาว ทรงเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2493 ตลอดรัชสมัยมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด 4,447 โครงการ โดยมีหน่วยงานราชการพิเศษที่ประสานงานโครงการคือสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พระบรมราชาภิเษก

  • วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร’ และได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการเป็นสัจวาจาว่า ‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม’
  • ในวันเดียวกันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระอัครมเหสีเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
  • วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีไปยังสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งเพื่อทรงรักษาพระสุขภาพ
  • เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2494 ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระที่นั่งอัมพรสถาน

ทั้งสองพระองค์มีพระราชธิดาและพระราชโอรส 4 พระองค์

  • ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ในหลวงรัชกาลที่ 10)
  • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ทรงพระผนวช

  • เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติพระศาสนกิจ เป็นเวลา 15 วัน
  • ในช่วงระหว่างนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์

พระราชกรณียกิจ

  • พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงได้รับการอภิบาลอย่างดียิ่งจากสมเด็จพระราชชนนี จึงมีพระปรีชาสามารถปราดเปรื่องและมีพระจริยวัตรเปี่ยมด้วยคุณธรรมทุกประการซึ่งน้อมนำให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงสิริราชสมบัติ เพียบพร้อมด้วยทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตรธรรมและราชสังคหวัตถุทรงเจริญด้วยพระเกียรติคุณบุญญาธิการเจิดจำรัส
  • ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน จนเป็นที่รักของประชาชนชาวไทย
  • นับตั้งแต่ พ.ศ.2502 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชียอยู่เรื่อยมา
  • ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ทุกภาคและทรงมองเห็นปัญหาของราษฎรในชนบทที่ดำรงชีวิตด้วยความยากจนและด้อยโอกาส เพื่อที่จะหาทางแก้ปัญหาเหล่านั้นมาโดยตลอด อย่างที่เราได้เห็นในข่าวพระราชสำนัก ซึ่งคนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน
  • พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงขจัดทุกข์ยากและทรงยกฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นด้วยพระปรีชาสามารถปราดเปรื่อง พร้อมด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร และเพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศชาติตลอดระยะเวลาโดยมิได้ทรงคำนึงประโยชน์สุขส่วนพระองค์เลย
  • พระองค์ได้พระราชทานโครงการนานัปการมากกว่า 2,000 โครงการ ทั้งการแพทย์สาธารณสุข การเกษตร การชลประทาน การพัฒนาที่ดิน การศึกษา การพระศาสนา การสังคมวัฒนธรรม การคมนาคม ตลอดจนการเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรในชนบท
  • แม้ในยามประเทศประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา ก็ได้พระราชทานแนวทางดำรงชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนชาวไทยยึดถือเป็นต้นแบบมาจนถึงปัจจุบัน

พระอัจฉริยภาพ

  • พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีจนได้รับยกย่องเป็นอัครศิลปินของชาติอย่างสูงส่ง ด้วยทรงพระราชนิพนธ์เพลงอันไพเราะนับแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบันรวม 47 เพลง ซึ่งนักดนตรีทั้งไทย และต่างประเทศนำไปบรรเลงอย่างแพร่หลาย
  • ทรงสร้างสรรค์งานจิตรกรรมและวรรณกรรมอันทรงคุณค่าไว้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ เช่น ทรงพระราชนิพนธ์แปลเรื่องติโต นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ และพระราชนิพนธ์เรื่องชาดกพระมหาชนก พระราชทานคติธรรมในการดำรงชีวิตให้ไปสู่ความสำเร็จ
  • ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ และได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันคือซีเกมส์)

สวรรคต

  • พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงประทับรักษาพระอาการประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช มาตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2557
  • ประชาชนชาวไทยจำนวนมากต่างก็เดินทางไป ณ โรงพยาบาลศิริราชเพื่อร่วมลงนามถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร และยังพร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพูซึ่งเป็นสีเสริมดวงพระราชสมภพของพระองค์อีกด้วย
  • ในช่วงระยะหลังๆ พระอาการประชวรของพระองค์เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559
  • นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของปวงชนชาวไทย
  • ทางรัฐบาลได้ประกาศให้ประชาชนไว้ทุกข์ถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 ปี

ร่วมถวายสักการะพระบรมศพ

  • สำหรับตลอดช่วงระยะเวลาผ่านมา สำนักพระราชวังได้รับพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
  • นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังมีมติประกาศให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตและวันหยุดราชการเพื่อให้ประชาชนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

  • มีขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560
  • โดยเวลา 7.00 น. จะมีพระราชพิธีเชิญพระบรมศพมายังท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของพระเมรุมาศ
  • ประชาชนชาวไทยเข้าร่วมถวายดอกไม้จันทน์ได้ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ พระเมรุมาศจริง และเมรุมาศจำลอง 85 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในเขตกรุงเทพมหานคร 113 แห่ง และวัดในเขตต่างๆ 50 เขต
  • เวลา 22.00 น. จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ kingrama9.th ซึ่งเป็นเว็บหลักของงานพระราชพิธีในครั้งนี้)

ขอบคุณข้อมูลพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 จาก คพร. และวิกิพีเดีย

Posted in บทความ

บทความ