บทความ

วันคริสต์มาส

Create Date | 24 ธันวาคม, 2019 260 Views

แม้ว่าวันคริสต์มาสจะเป็นเทศกาลของชาวคริสต์ แต่ในหมู่คนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ก็มีการเฉลิมฉลองกันอย่างแพร่หลายเช่นกัน ซึ่งการเฉลิมฉลองนั้นมีทั้งแบบสมัยใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเลยกับอีกแบบหนึ่งคือแบบดั้งเดิม โดยประเพณีที่เป็นนิยมในสมัยใหม่นั้น ได้แก่ การมอบของขวัญ สังสรรค์ ท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนการ์ดอวยพร

คริสต์มาส

วันคริสต์มาส วันคริสต์มาสเป็นวันหยุดประจำปี ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูซึ่งตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี โดยวันดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดจริงๆของพระเยซู แต่อาจจะเป็นวันที่ถูกเลือกเอาไว้เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลโรมัน หรือสอดคล้องกับวันที่มีช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด (winter solstice) คริสต์มาสเป็นเทศกาลที่สำคัญ และมีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ในย่านของชาวคริสเตียนนั้นจะมีการจัดเทศกาลนี้ยาวนานถึง 12 วัน ค่อนข้างยาวนานค่ะ

วันประสูติพระเยซู

กิจกรรม

การจัดงานเลี้ยงฉลองในโบสถ์ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษ และการโชว์งานตกแต่งประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆด้วย ต้นคริสต์มาส ดวงไฟประดับ พวงดอกไม้ ต้นมิสเซิลโท การแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู และต้นฮอลลี่ นอกจากนี้บิดาแห่งคริสต์มาส (หรือที่ชาวอเมริกาเหนือและไอร์แลนด์เรียกว่า ซานตาคลอส) ยังเป็นหนึ่งตำนานที่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้นำของขวัญมามอบให้กับเด็ก ๆ

กิจกรรมในวันคริสต์มาส

ที่มาของคำว่าคริสต์มาส

คำว่า คริสต์มาส ภาษาอังกฤษเขียนว่า Christmas ดังนั้นอย่าลืม “ต์” อยู่ที่คำว่า คริสต์ (Christ) ไม่ใช่คำว่า “มาส” (Mas) Christmas มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่าChristes Maesse แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า โดยพบคำนี้ครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038 ภายหลังแปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas 

ที่มาของ คริสต์มาส

ซานต้า หรือ ซานตาครอส

 ซานตาคลอส เป็นจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ ที่เด็กและผู้คนนิยมมากที่สุด ในเทศกาลคริสต์มาส แต่แท้ที่จริงแล้ว ซานตาคลอส แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย ชื่อซานตาคลอส มาจากชื่อนักบุญนิโคลาส ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพไปอยู่ในสหรัฐ ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งหมายถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ ที่อพยพมา ก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาส ก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราช ซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้น ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น อันที่จริง ซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆ เชื่อ แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้ แทนการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้

ซานตาคลอส คือ นักบุญนิโคลัส

ตัวจริงของซานตาครอส คือนักบุญนิโคลัส

ตั้งแต่แรกจนถึง ค.ศ. 1890 ภาพของ ซานตาคลอสเป็นชายร่างผอมสูง สวมชุดสีเขียว หรือน้ำตาลสลับแดง เจนนี ไนสตรอม ศิลปินชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นรูปลักษณ์ของซานตาครอสอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน โดยวาดภาพ ลงในบัตรอวยพรคริสต์มาส ภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมื่อชาวสวีเดนอีกคนชื่อ แฮดดอน ซันด์บลอม นำภาพวาดของไนสตรอมสวมชุดขาวแดง อันเป็นสีเดียวกับเครื่องหมายการต้าของโคคา-โคล่า ซันด์บลอมยังเปลี่ยนโฉมซานตาคลอสให้ทรวดทรงอ้วนท้วน และมีกวางเรนเดียร์เป็นพาหนะประจำตัว

ความคิดที่ว่าซานตาคลอสเข้าบ้านทางปล่องไฟ เริ่มขึ้นใน ค.ศ.1822 เมื่อ คลีเมนต์ มัวร์ นักคิดชาวอเมริกัน ประพันธ์บทกลอนชื่อ “เมื่อนักบุญนิโคลัสมาเยี่ยมเยือน”

การร้องเพลง ในวันคริสต์มาส

การร้องเพลง

เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งในสมัยนี้มีทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเป็นผู้แต่งร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซู แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีวิฒนาการใหม่ในด้านเพลงนี้ เริ่มในประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุนให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบคือมีท่วงทีทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาสนี้ เพลงเหล่านี้เป็นภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ. 1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบันคือเพลง “ขอเชิญท่านผู้วางใจ” O, Come All Ye Faithful หรือภาษาลาตินว่า “Adeste Fideles”

เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมันและประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า “ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด” ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ joseph Mohr เป็นครั้งแรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก.

1. วันรวมญาติ

ส่วนมากหลาย ๆ ครอบครัวจะนัดรวมกัน (get together; การใช้เวลาร่วมกัน) เพื่อเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสอีฟ (24 ธันวาคม) หรือไม่ก็วันคริสต์มาส (25 ธันวาคม) การรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการนี้เรียกว่า get-together ซึ่งเป็นคำนาม

แต่หากญาติ ๆ อยู่ไกลกันและเป็นไปไม่ได้ที่จะพร้อมหน้ากันในวันคริสต์มาส ส่วนใหญ่ผู้คนก็จะนัดทานมื้อค่ำหรือจัดปาร์ตี้คริสต์มาสกับเพื่อน ๆ หรือไปฉลองร่วมกับครอบครัวของเพื่อน ๆ แทน

แม้ทุกครอบครัวจะมีประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามสิ่งที่สืบทอดกันมา สถานะทางสังคม และการให้ความสำคัญ แต่พวกเขาก็จะร่วมแชร์สิ่งเหล่านั้นกับเพื่อน ๆ และครอบครัวในวันคริสต์มาส

2. การมอบของขวัญและการแลกของขวัญ

หลายคนฉลองคริสต์มาสด้วยการมอบของขวัญ (present; gift) ให้แก่เพื่อน ๆ สมาชิกในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน  ซึ่งมักจะเป็นในลักษณะที่เรียกว่า การแลกของขวัญกัน (gift exchange) อันที่จริงแล้วยังมีชื่อพิเศษอีกมากมายที่เราใช้เรียกกิจกรรมการแลกของขวัญนี้

แต่ทั้งหมดจะเริ่มด้วย เราเอาของขวัญมาห่อ (wrap) ด้วยกระดาษห่อของขวัญ (wrapping paper) แล้วก็เอามันไปใส่ไว้ในถุงของขวัญ (gift bag) เพื่อแลกกับคนอื่น ๆ และที่น่าตื้นเต้นที่สุดก็ตอนที่ทุกคนแกะห่อของขวัญ (unwrap) เพื่อดูสิ่งที่อยู่ข้างในนั่นแหละ

บางครอบครัวหรือบางบริษัทอาจมีการแลกของขวัญที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง เพราะแทนที่จะต้องซื้อของขวัญแจกทุกคนทั้งเพื่อน ๆ และเพื่อนร่วมงาน  หลาย ๆ ที่จึงเลือกใช้วิธีแลกของขวัญที่เรียกว่า Secret Santa แทน  สำหรับวิธีนี้แต่ละคนจะต้องสุ่มหยิบชื่อของคนอื่นที่อยู่ในกล่องขึ้นมาหนึ่งชื่อ แล้วก็ไปซื้อของขวัญให้กับคนคนนั้นโดยทั้งหมดจะต้องถูกปิดเป็นความลับ

ช้างเผือก (white elephant) เป็นอีกหนึ่งวิธีแลกของขวัญที่เรานิยมกันมาก ของขวัญที่เรานำมาแลกกันในวิธีนี้จะต้องมีราคาไม่แพง โดยเริ่มจากใครสักคนเป็นคนเลือกและเปิดของขวัญเป็นคนแรก จากนั้นคนถัดไปสามารถเลือกได้ว่าจะเอาของขวัญที่คนแรกเปิดหรือจะเปิดชิ้นใหม่ ถ้าใจตรงกันคนที่เปิดก่อนหน้าจะต้องยกของตัวเองให้ไปแล้วไปเปิดชิ้นใหม่อีกครั้ง (หรือกลับไปเลือกอันที่เปิดอยู่แล้วก่อนหน้าของตัวเองก็ได้) มันสนุกอยู่นะ แต่ค่อนข้างจะแย่งกันน่าดูเลยล่ะ หรือบางทีก็อาจถึงขั้นโกลาหล (chaotic; crazy) เลยก็ว่าได้  และนี่คือเหตุผลว่าทำไมราคาต้องไม่แพง! (inexpensive; cheap)

3. ทำบุญทำทาน

คำว่า charity (ทำบุญทำทาน, การกุศล) คือคำที่ใช้อธิบายการกระทำเมื่อคุณได้ให้ความช่วยเหลือคนที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ เช่น คนไร้บ้านหรือคนที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน  “ฤดูเทศกาล” (วันขอบคุณพระเจ้าและคริสต์มาส) คือหนึ่งในช่วงเวลาที่คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (charitable) กันมากที่สุดในรอบปี

ตัวอย่างเช่น บางคนอาจไปเป็นอาสาสมัคร (volunteer; บริจาคเวลาส่วนตัวของพวกเขา) เพื่อช่วยทำอาหารในศูนย์พักพิงคนไร้บ้าน หรือบางคนอาจไปบริจาคของขวัญให้กับเด็กในครอบครัวยากจน เป็นต้น

ฉะนั้นโดยทั่วไปแล้ว ฤดูเทศกาลก็คือเวลาที่จะได้ช่วยเหลือผู้คน แต่บางทีคุณอาจเคยเห็นป้ายที่เขียนว่า “keep the spirit alive all year.” และเราควรใช้ไอเดียนี้ไปในความหมายที่ว่า “พึงมีน้ำใจไปตลอดปี” ไม่ใช่แค่เฉพาะในช่วงเทศกาลเท่านั้น

4. งานปาร์ตี้ในบริษัท

บริษัทหลายแห่งมักจัดปาร์ตี้เทศกาล (holiday party) หรือปาร์ตี้สิ้นปี (end of the year party) ให้แก่พนักงานในช่วงเดือนธันวาคม และเพื่อไม่เป็นการไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางศาสนา หลายบริษัทอาจเลี่ยงใช้คำ “คริสต์มาส” ในชื่องานเลี้ยงที่จัดขึ้น  เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนได้เข้าร่วม (inclusive; open) กิจกรรม

และส่วนมากจะอนุญาตให้พนักงานพาคู่ (spouse; husband, wife, partner, boyfriend or girlfriend) ของตนเองมาร่วมงานด้วย

5. ประเพณีประจำตระกูล

ตามที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่า ในแต่ละครอบครัวหรืออาจเรียกได้ว่าในแต่ละตระกูล จะมีประเพณีคริสต์มาสที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างกันไปตามรากฐานทางวัฒนธรรมและพื้นเพของตระกูลนั้น ๆ

อย่างในครอบครัวของผม พวกเราจะกินฟองดูว์กันในวันคริสต์มาสอีฟ และในวันคริสต์มาสเราจะแลกของขวัญช้างเผือกกัน ยิ่งไปกว่านั้นทุก ๆ ปีเราจะต้องหาของขวัญที่เกี่ยวข้องกับพยัญชนะที่พวกเรากำหนดไว้ในแต่ละปี (ในปีนี้คือตัว “F”) และนี่แทบจะไม่เหมือนกันเลยกับประเพณีคริสต์มาสในครอบครัวของเพื่อนผม

ถ้าคุณรู้จักใครที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ลองถามเขาดูว่าประเพณีคริสต์มาสประจำตระกูลของเขาเป็นยังไง–คงน่าสนุกดี!

6. เมนูครอบครัว

เมื่อมีการรวมตัวของญาติ ๆ เกิดขึ้นในวันคริสต์มาส เมนูพิเศษจานใหญ่จะถูกรังสรรค์ขึ้น และหลาย ๆ ครอบครัวอาจถึงขั้นเตรียมชุดจานแฟนซี (fancy; special) และชุดเครื่องเงิน (silverware : forks-ส้อม, knives-มีด, spoons-ช้อน) ไว้โดยเฉพาะสำหรับช่วงเวลาพิเศษ ๆ แบบนี้เท่านั้น  แม้เมนูในเทศกาลจะค่อนข้างเหมือนกัน แต่บางครอบครัวก็มีเมนูประจำเทศกาลที่รับประทานกันทุกปี โดยที่เมนูข้างบ้านก็ยังต่างกันออกไป

ยกตัวอย่างในครอบครัวของผม เตาอบ (oven) ของเราจะมีไพรม์-ริบ (เนื้อวัวย่างประเภทหนึ่ง) สำหรับเป็นเมนูหลัก นอกจากนั้นเรายังกินคาร์ดามัม เบรด (ขนมปังเดนิชแสนอร่อยที่ผสมผงกระวานและเครื่องเทศอื่น ๆ) และซอสปูที่ป้าของผมเป็นคนทำ ซึ่งเมนูเหล่านี้แหละคือเมนูครอบครัวสำหรับวันพิเศษ และแต่ละครอบครัวต่างก็มีเมนูเด็ดแตกต่างกันไป

7. การตกแต่งประดับประดา

ในอเมริกาเป็นเรื่องง่ายมากที่จะบอกว่าตอนไหนคือเดือนธันวาคม เพราะไม่ว่าคุณจะหันไปทางไหน คุณก็จะเจอแต่ของประดับตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาส และจะได้ยินเพลงคริสต์มาสในทุก ๆ ที่ที่คุณไป

ของตกแต่งที่เรียกได้ว่าเป็นสากลก็คงจะหนีไม่พ้นต้นคริสต์มาส (Christmas tree) เพราะทุกบ้านที่เฉลิมฉลองคริสต์มาสจะมีต้นคริสต์มาสอย่างน้อยหนึ่งต้น และมีขายทั้งแบบที่ตัดมาจากในป่า และแบบที่ปลูกในฟาร์มให้ได้เลือกซื้อกันตามใจชอบ

แต่บางบ้านก็อาจเลือกใช้ต้นคริสต์มาสประดิษฐ์ (artificial; fake-เทียม) เพราะมันไม่ยุ่งยากและไม่ต้องไปหาซื้อต้นใหม่กันทุกปี

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการตกแต่งต้นคริสต์มาสเรียกว่า ornaments (ของประดับตกแต่ง)  ของประดับพวกนี้จะมีตะขอเล็ก ๆ เพื่อใช้แขวนตามกิ่งต้นคริสต์มาส  สำหรับบางครอบครัวของประดับยังใช้สื่อถึงความหมายพิเศษอีกด้วย เช่น หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวที่พิเศษ ๆ มาในปีนี้ พวกเขาก็อาจจะซื้อเครื่องบินเล็ก ๆ มาห้อยไว้ เพื่อเป็นการระลึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี

อีกสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันกับต้นคริสต์มาส คือไฟคริสต์มาส (Christmas lights) ซึ่งนอกจากจะใช้ประดับต้นคริสต์มาสแล้ว หลายคนยังนิยมประดับไว้นอกบ้านด้วย และบางคนก็ใช้ไฟประดับเยอะมาก ๆ แถมยังมีของประดับอย่างอื่นอีกเต็มบ้านเต็มสวนไปหมด–สะใจเขาล่ะ!

หลายคนแขวนพวงมาลัย (wreath) ที่สานและตกแต่งจากกิ่งไม้สนไว้ที่ประตูหน้าบ้านด้วย

และสุดท้ายซึ่งขาดไม่ได้คือ ถุงเท้าคริสต์มาส (Christmas stockings) ถุงเท้าที่ใช้แขวนกันจะเป็นถุงเท้ายาวและมีขนาดใหญ่ และมักจะแขวนไว้ใกล้กับเตาผิง (ถ้าบ้านไหนมี) ด้วยความเชื่อว่า ซานตาคลอสจะลงมาทางปล่องไฟและเอาของเล่นใส่ไว้ในถุงเท้าเป็นของขวัญให้กับเด็ก ๆ –แต่เฉพาะเด็กดีเท่านั้นนะ!

8. การ์ดคริสต์มาส

การส่งการ์ดอวยพรคริสต์มาส (Christmas cards) ถึงเพื่อน ๆ และครอบครัว เป็นประเพณีที่ยังนิยมทำกันจนถึงทุกวันนี้ หน้าตาของการ์ดจะคล้าย ๆ กับการ์ดอวยพรวันเกิด แต่มักจะแนบรูปของครอบครัวเอาไว้ด้วย และส่วนใหญ่มักจะเขียนเรื่องราวลงไปด้วยว่าในปีนี้ครอบครัวทำอะไรกันบ้าง  ตลอดช่วงเดือนธันวาคมเราจะส่งการ์ดคริสต์มาสให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ กัน

คริสมาสต์มาถึงแล้ว! ถึงเวลาตกแต่งต้นคริสต์มาสและดื่มด่ำไปกับงานเฉลิมฉลอง สุขสันต์วันคริสต์มาสค่ะ

คริสต์มาสปีนี้ วางแผนไว้หรือยังคะ?

Posted in บทความ

บทความ