เคยจัดฟันมาแล้ว จัดฟันแบบใสได้หรือไม่?

Create Date | 22 ตุลาคม, 2020 55 Views

 

เคยจัดฟันมาแล้ว จัดฟันแบบใสได้หรือไม่?

ปัญหาที่พบได้บ่อยของคนไข้จัดฟัน คือหลังจากจัดฟันเสร็จแล้วไม่ได้ใส่รีเทนเนอร์ หรือใส่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ฟันที่เคยเรียงตัวสวย กลับมา ซ้อนเก เอียง ล้ม บิด หรือเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ฟันไม่สวยเหมือนตอนจัดฟันเสร็จ ซึ่งในคนไข้จัดฟันบางรายไม่สามารถที่จะใช้ใส่รีเทนเนอร์แบบพิเศษ (Active Retainer) ได้ ซึ่งมีทางเลือกอีกหนึ่งวิธีคือการจัดฟันรอบสองด้วยจัดฟันแบบใส      

การจัดฟันแบบใสคืออะไร

การจัดฟันแบบใส คือการจัดฟันแบบไรเครื่องมือโลหะ เป็นการใช้เครื่องมือจัดฟันที่มีความใสและสามารถถอดออกได้ ออกแบบมาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล การจัดฟันแบบใสช่วยให้ฟันเรียงตัวสวย โดยการจัดฟันแบบใสนั้นจะค่อยๆจัดเรียงฟันอย่างเป็นธรรมชาติ และตรงตามแผนการรักษาที่วางไว้อย่างแม่นยำ    

จัดฟันแบบใสดียังไง

  • สวยงามเนื่องจาก เป็นเครื่องมือใส มองไม่เห็น
  • รู้สึกสบายกว่าการติดเครื่องมือโลหะเนื่องจากถอดออดได้เวลาทานข้าวแปรงฟัน
  • ไม่มีปัญหาเครื่องมือทิ่มเหงือกแบบเครื่องมือติดแน่น
  • ไม่ต้องพบทันตแพทย์บ่อย

 

ต้องใส่รีเทนเนอร์ (Retainer) หลังการจัดฟันใสหรือไม่

หลังการจัดฟันแบบใสเสร็จแล้ว จำเป็นต้องใส่รีเทนเนอร์ เช่นเดียวกับการจัดฟันแบบอื่นๆ เพราะหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันใสแล้ว ฟันของคนเรามีโอกาสที่จะเคลื่อนตัวได้ ทันตแพทย์จะให้คุณได้ใส่รีเทนเนอร์ซึ่งจะช่วยรักษาฟันให้อยู่กับที่ตลอดไป  

 

 

Clear Smile นวัตกรรมจัดฟันแบบใสใหม่นำเข้าจากต่างประเทศ

  • ช่วยให้รอยยิ้มของคุณสวย สดใส ฟันเรียงสวยงาม
  • ใช้เทคโนโลยีการ Scan แบบ 3D ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้คำนวณระยะเวลาการจัดฟันได้อย่างแม่นยำ
  • วางแผนการจัดฟันบนดิจิตอล
  • แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

คลินิก-ทันตกรรม-ดิไอวรี่-จัดฟัน-แบบใส-ขั้นตอน


ปรึกษาเรื่องจัดฟันแบบใส ClearSmile ได้ที่ คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่ ได้ที่เบอร์ 02-275-3599 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. หรือสามารถติดต่อได้ทาง LINE: @theivorydental

ถ้าฟันหายหลายซี่ จำเป็นต้องฝังรากฟันเทียมทุกซี่หรือไม่?

Create Date | 21 ตุลาคม, 2020 96 Views

ถ้าฟันหายหลายซี่ จำเป็นต้องฝังรากฟันเทียมทุกซี่หรือไม่ ?

เนื่องจากการทำรากฟันเทียมทดแทนฟันหลายซี่นั้น คนไข้มักเข้าใจผิดว่าจำเป็นจะต้องฝังจำนวนรากฟันเทียมในปริมาณเท่าๆกับฟันที่หายไป ซึ่งการทำรากฟันเทียมประเภทนี้นั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไปเพราะในบางกรณีอาจใช้รากฟันเทียมแค่สองตัว และทำสะพานฟันบนรากฟันเทียม 3 – 4 ซี่ได้โดยไม่มีผลต่ออายุการใช้งาน ความสวยงาม และการบดเคี้ยวแต่อย่างใด ข้อดีที่คนไข้ได้รับคือได้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากและลดอาการเจ็บหลังจากการรักษาได้

สะพานฟันบนรากเทียมคืออะไร ?

สะพานฟันเป็นการทำฟันปลอมชนิดติดแน่นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสะพานฟันบนรากเทียมคือการใส่ตัวฟัน 3-4 ซี่บนรากฟันเทียม 2 ตัว ดังรูปด้านบน การทำสะพานฟันบนรากเทียมจะทำในกรณีที่สูญเสียฟันหรือฟันถูกถอนไปในบริเวณติดๆกัน3-4ซี่ โดยสะพานฟันนี้ก็จะยึดอยู่บนรากเทียมที่ฝังไว้

ข้อดีของการทำสะพานฟันบนรากฟันเทียม ?

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการทำรากฟันเทียมทุกซี่
  • คนไข้เจ็บแผลน้อยกว่าการฝังรากเทียมทุกๆซี่
  • มีความแข็งแรง สามารถบดเคี้ยวได้เป็นธรรมชาติ
  • ง่ายต่อการดูแลทำความสะอาด
  • ได้ฟันทดแทนที่ดูเป็นธรรมชาติ


ถ้าสูญเสียฟันทั้งปากจะทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

ในกรณีที่คนไข้สูญเสียฟันทั้งปาก สามารถรักษาได้โดยการทำรากฟันเทียมทั้งปาก (All on 4 ) ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคการรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกรจำนวน 4 ตัว หรือ 6 ตัว เพื่อรองรับฟันปลอมแบบติดแน่นโดยใช้สกรูยึดแผงฟันปลอมไว้กับรากฟันเทียม ซึ่งจะมีความแข็งแรง และสามารถทำความสะอาดโดยการแปรงฟันได้เหมือนฟันธรรมชาติ การรักษาวิธีทำรากฟันเทียมทั้งปาก (All on 4 ) นี้เหมาะกับคนไข้ที่สูญเสียฟันทั้งปากทั้งแบบที่ยังมีกระดูกรองรับฟัน และไม่มีกระดูกรองรับฟัน

ทั้งนี้ในการรักษาโดยการทำรากฟันเทียมนั้น คนไข้ควรที่จะพบทันตแพทย์ก่อนเพื่อตรวจวินิจฉัยและประเมินก่อนว่าคนไข้เหมาะกับการทำรากฟันเทียมหรือไม่ และเหมาะกับการทำรากฟันเทียมแบบใด

คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่ ศูนย์ทันตกรรมรากฟันเทียมครบวงจร ที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2015 ให้บริการรักษารากฟันเทียมด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย โดยทีมอาจารย์ทันตแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญ ระดับแนวหน้า พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย และห้องทันตกรรมที่สะอาด ปลอดเชื้อ


นัดหมายและติดต่อสอบถาม

คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่
เปิดให้บริการทุกวันเวลา 10.00-20.00 น.
โทร. 02-275-3599

(เพิ่มเติม…)

เราเหมาะจัดฟันแบบใสหรือไม่ มาลองเช็คกัน ?

Create Date | 6 ตุลาคม, 2020 362 Views

 

จัดฟันแบบใสเหมาะกับใครบ้าง?

การจัดฟันแบบใส เป็นการจัดฟันที่ใช้เครื่องมือจัดฟันแบบไม่ติดแน่น สามารถถอดเข้า-ออกได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องติดเครื่องมือโลหะ ซึ่งการจัดฟันแบบใส กำลังเป็นที่นิยม เพราะสวยงามมองไม่เห็น ใช้และดูแลง่ายเพียงถอดออกเวลาทานข้าวและแปรงฟัน เรียกว่าการใส่เครื่องมือจัดฟันแบบใสแทบไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตเลย

 

การจัดฟันแบบใส

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจัดฟันแต่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่ากำลังจัดฟันอยู่ เหมาะกับอาชีพที่ต้องพูดคุยพบปะผู้คน ที่ซึ่งให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพที่ดี เช่น

  • ผู้บริหาร
  • นักร้อง
  • นักแสดง
  • นางแบบ
  • พิธีกร
  • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
  • หรือทุกคนที่ต้องการจัดฟันแบบไม่อยากให้มองเห็นนั่นเอง

เพื่อให้การจัดฟันไม่เป็นอุปสรรคต่อหน้าที่การงาน การจัดฟันแบบใสก็ได้มาตอบโจทย์ปัญหานี้ เพราะการจัดฟันแบบใสนั้นไม่มีการติดเครื่องมือโลหะ ที่ทำให้เสียบุคลิกภาพ สามารถใส่เครื่องมือจัดฟันแบบใสได้ตลอดทั้งวันโดยที่ไม่มีผู้อื่นรู้ ทำให้สามารถทำงาน พบปะพูดคุย ประชุม หรือแม้แต่อาชีพที่ออกหน้ากล้อง เช่น นักร้อง นักแสดง และพิธีกร ก็สามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ  

 

แล้วถ้าเคยจัดฟันโลหะมาแล้ว สามารถจัดฟันแบบใสได้หรือไม่?

นอกจากนี้ในผู้ที่เคยจัดฟันแบบติดแน่น หรือจัดฟันโลหะมาแล้ว แต่มีฟันเคลื่อนตัว บิด เก เปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากไม่ได้ใส่รีเทรนเนอร์ ต้องการที่จะจัดฟันรอบสอง แต่ไม่อยากติดเครื่องมือแบบเดิม การจัดฟันแบบใสก็สามารถช่วยให้ฟันกลับมาเรียงตัวสวยได้ และใช้ระยะเวลาที่น้อยกว่าการที่ต้องไปจัดฟันโลหะอีกครั้ง โดยเฉลี่ยหากเคยจัดฟันมาแล้ว ระยะเวลาจัดฟันแบบใสนั้นจะอยู่ที่ 6 เดือน ถึง 1 ปีเท่านั้น  

 

ผู้ใหญ่หรือมีอายุแล้วสามารถจัดฟันแบบใสได้หรือไม่?

อายุที่มากขึ้นฟันก็เริ่มเคลื่อนตัว บิด เก ไม่สวย อยากจัดฟันแต่ก็ไม่อยากติดเครื่องมือโลหะ การจัดฟันแบบใส นั้นสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ปัจจัยด้านอายุนั้นไม่มีผลในการจัดฟันแบบใส ในทางกลับกันยิ่งกลับพบว่ามีคนไข้วัยผู้ใหญ่มีแนวโน้มเลือกจัดฟันแบบใสมากขึ้น เพราะผู้ใหญ่มักไม่ชอบการที่จัดแล้วมองเห็นเหล็กทำให้ดูไม่สวยงาม แถมดูแลทำความสะอาดง่าย ทำให้ผู้ที่มีอายุมากสามารถใส่เครื่องมือจัดฟันแบบใส โดยใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ

ดังนั้นจากข้างต้นที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการจัดฟันแบบใสนั้นเหมาะกับทุกเพศทุกวัยทุกช่วงอายุ สามารถทำให้ข้อจำกัดของอาชีพบางอาชีพ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการจัดฟัน อยากจัดฟันรอบสองก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องกลับไปจัดฟันแบบโลหะอีก รวมถึงผู้ที่มีอายุมากขึ้น อยากจัดฟันเพื่อให้ฟันเรียงตัวสวย เพิ่มความมั่นใจ ก็สามารถจัดฟันแบบใสได้ โดยไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของท่าน

 

Clear Smile นวัตกรรมจัดฟันแบบใสใหม่นำเข้าจากต่างประเทศ

  • ช่วยให้รอยยิ้มของคุณสวย สดใส ฟันเรียงสวยงาม
  • ใช้เทคโนโลยีการ Scan แบบ 3D ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้คำนวณระยะเวลาการจัดฟันได้อย่างแม่นยำ
  • วางแผนการจัดฟันบนดิจิตอล
  • แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

คลินิก-ทันตกรรม-ดิไอวรี่-จัดฟัน-แบบใส-ขั้นตอน


ปรึกษาเรื่องจัดฟันแบบใส ClearSmile ได้ที่ คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่
ได้ที่เบอร์ 02-275-3599 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.
หรือสามารถติดต่อได้ทาง LINE: @theivorydental

มีโรคประจำตัวสามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

Create Date | 7 กันยายน, 2020 403 Views

 

มีโรคประจำตัวสามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

การฝังรากฟันเทียม เป็นการรักษาทางทันตกรรม สำหรับผู้ที่มีปัญหาการสูญเสียฟันธรรมชาติไปและต้องการจะมีฟันที่มาทดแทนเหมือนฟันธรรมชาติ โดยไม่ต้องการใส่ฟันปลอม แต่การรักษาด้วยวิธีทำรากฟันเทียมนั้น อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางโรค เนื่องจากบางโรคอาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผลข้างเคียงของโรคนั้น ซึ่งโรคประจำตัวที่มีผลกับการรักษารากฟันเทียมได้แก่ โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ โรคมะเร็งบริเวณศีรษะถึงคอ และโรคกระดูกพรุน

โรคเบาหวาน-คลินิกทันตกรรม-ดิไอวรี่

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไหนที่ไม่ควรทำรากฟันเทียม

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่รุนแรงไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการรักษาด้วยการทำรากฟันเทียมนั้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ จะมีน้ำตาลในเลือดที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะส่งผลให้บาดแผลหายช้า ซึ่งการทำรากฟันเทียมนั้น จะต้องมีการผ่าตัด ซึ่งจะมีบาดแผลจะอยู่ภายในช่องปาก หากไม่ได้รับการดูแลอย่างดี จะเสี่ยงต่อการอักเสบและการติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่รุนแรงไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุด

ทำไมผู้ป่วยโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและคอจึงไม่ควรทำรากฟันเทียม

ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ต้องเข้ารับการฉายแสงโดยเฉพาะบริเวณศีรษะถึงคอ เป็นกลุ่มที่ไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการทำรากฟันเทียม เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่ต้องเข้ารับการฉายแสงบริเวณใบหน้า จะทำให้เกิดภาวะปวดแสบปวดร้อนของลิ้นและกระพุ้งแก้ม และที่สำคัญคือกระดูกบริเวณที่ได้รับรังสีจะเกิดภาวะเซลล์กระดูกน้อย ทำให้กระดูกตายได้ง่าย ไม่เหมาะที่จะทำรากฟันเทียมอย่างยิ่ง เพราะอาจจะส่งผลอันตรายแก่ผู้ป่วยได้

กระดูกพรุน-คลินิกทันตกรรม-ดิไอวรี่

ทำไมผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจึงไม่ควรทำรากฟันเทียม

กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนไม่เหมาะที่จะเข้ารับการรักษาด้วยการทำรากฟันเทียม เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีกระดูกไม่แข็งแรง กระดูกมีความเปราะบาง ซึ่งการทำรากฟันเทียมนั้น จะต้องฝังรากฟันเทียมบนกระดูกขากรรไกร ซึ่งอาจจะทำให้กระดูกบริเวณนั้นเกิดอาการเปราะ แตกหัก และทำให้รากฟันเทียมหลุดออกมาได้ หากผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนเข้ารับการรักษาทำรากฟันเทียม ก็มีอัตราสูงที่จะทำให้การรักษาเกิดความล้มเหลวสูงได้

ดังนั้นก่อนเข้ารับการรักษาด้วยการทำรากฟันเทียม ควรเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์และควรบอกข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและข้อมูลโรคประจำตัวอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่ประสบความสำเร็จ


ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่  ได้ที่เบอร์ 02-275-3599 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. หรือสามารถติดต่อได้ทาง LINE: @theivorydental  

จัดฟันแบบใสแตกต่างกับจัดฟันแบบโลหะอย่างไร

Create Date | 18 สิงหาคม, 2020 665 Views

ข้อแตกต่าง ระหว่าง จัดฟันแบบใส และ จัดฟันแบบโลหะ

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจอยากจัดฟันอยู่ คำถามที่มักสงสัยกันมากคือ จะเลือกการจัดฟันแบบไหนดี โดยที่การจัดฟันที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ การจัดฟันแบบโลหะ และ การจัดฟันแบบใส โดยที่การจัดฟันแต่ละประเภทมีข้อแตกต่างกันดังนี้

ขั้นตอนการจัดฟัน

  • การจัดฟันแบบโลหะ ทันตแพทย์จะค่อยๆปรับลวดที่ติดอยู่กับฟันให้เคลื่อนที่ไปในตำแหน่งตามแผนการรักษาของคนไข้คนนั้น ๆ ซึ่งจะมีการปรับลวดรวมถึงการเปลี่ยนยางช่วยดึงฟันทุก ๆ เดือน จนกว่าฟันจะเรียงตัวสวยตามแผนการรักษา
  • การจัดฟันแบบใส จะใช้เครื่องสแกน3มิติ (Digital3D Scan) ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยวางแผนการรักษาซึ่งจะคำนวนการเคลื่อนฟัน สามารถขยับฟันทีละซี่ได้ตามต้องการ จึงทำให้มีความแม่นยำสูง มากกว่าการจัดฟันแบบโลหะ

วัสดุของเครื่องมือจัดฟัน

  • การจัดฟันแบบโลหะ เป็นการจัดฟันแบบใช้เครื่องมือติดแน่นที่ทำจากวัสดุโลหะ โดยโลหะที่ติดกับฟันเรียกว่า “แบร็คเก็ต” ซึ่งเป็นตัวเชื่อมติดกับฟันและใช้ลวดร้อยผ่านแบร็คเก็ตโดยมียางช่วยดึงเพิ่มแรงที่ตัวฟันเพื่อให้ฟันเคลื่อน
  • การจัดฟันแบบใส จะใช้วัสดุที่ผลิตจากพลาสติก PETG ที่มีความยืดหยุ่น แข็งแรง จึงทำให้คนไข้ไม่รู้สึกบีบรัดกับเหงือก รวมถึงไม่รบกวนผิวหน้าฟันขณะใส่เครื่องมือ และเมื่อจัดฟันเสร็จแล้วก็ทำให้ผิวหน้าฟันไม่ถูกทำลายเหมือนการติดอุปกรณ์จัดฟันแบบโลหะ รวมทั้งยังมีความใส มองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟัน ทำให้ไม่เสียบุคลิก

ระยะเวลาของการจัดฟัน

  • การจัดฟันแบบโลหะนั้น ต้องปรับดึงลวดและยางทุกเดือน ทำให้ไม่ทราบระยะเวลาจัดฟันที่แน่นอน การจัดฟันประเภทนี้จะใช้ระยะเวลา 2-5 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะฟันและแผนการรักษาของคนไข้คนนั้น
  • การจัดฟันแบบใส เป็นการจัดฟันที่ใช้เครื่องมือสแกน3มิติ (Digital 3D Scan) และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการคำนวนระยะเวลาจัดฟัน ทำให้ทราบผลการรักษาและระยะเวลาที่แม่นยำ ทำให้คนไข้สามารถเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่ยังไม่จัดฟัน ระยะเวลาการจัดฟันในกรณีคนไข้ที่มีปัญหาฟันไม่ซับซ้อนใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาฟันที่ซับซ้อนใช้เวลา 1-2 ปี ซึ่งการจัดฟันแบบใสใช้ระยะเวลาในการจัดฟันเร็วกว่าจัดฟันแบบโลหะ

นอกจากนี้การจัดฟันแบบใสยังมีข้อดีคือสามารถใส่เข้าหรือถอดออกได้อย่างสะดวกเมื่อรับประทานอาหารและสะดวกต่อการทำความสะอาด

สรุปความแตกต่างระหว่างจัดฟันแบบใสกับจัดฟันแบบโลหะ

การจัดฟันทั้ง 2 แบบมีข้อแตกต่างกัน แต่การจัดฟันแบบใสมีข้อดีกว่าจัดฟันแบบโลหะ ดังนี้

  • ใช้เวลาจัดฟันเสร็จเร็วกว่า
  • ผลการรักษาแม่นยำมากกว่า
  • ไม่มีอาการบาดเจ็บในช่องปากระหว่างจัดฟัน
  • ทำความสะอาดง่ายกว่า ดีต่อสุขภาพช่องปาก
  • มองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟัน ทำให้ไม่เสียบุคลิกภาพ ผู้ใหญ่ก็จัดฟันใสได้

ซึ่งตอนนี้มีนวัตกรรมการจัดฟันที่เรียกว่า การจัดฟันแบบใส ClearSmile ซึ่งจะมาแก้ไขปัญหาฟันได้ตั้งแต่การจัดฟันรอบสอง หรือการแก้ปัญหาฟันที่มีความซับซ้อน เช่น ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ฟันสบลึก เป็นต้น ซึ่งการจะรักษาด้วยการจัดฟันแบบใสนั้น ในขั้นตอนแรกแนะนำให้พบทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันแบบใส ClearSmile เพื่อตรวจวินิจฉัยปัญหาฟันอย่างละเอียดก่อนทำการรักษา


ปรึกษาเรื่องจัดฟันแบบใส ClearSmile ได้ที่
คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่ ได้ที่เบอร์ 02-275-3599 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.
หรือสามารถติดต่อได้ทาง LINE: @theivorydental

การทำรากฟันเทียมเหมาะกับใคร

Create Date | 27 กรกฎาคม, 2020 868 Views

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียมนั้นอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน ดังนั้นอันดับแรกผู้ที่สูญเสียฟัน ต้องทำคือมาพบทันตแพทย์ก่อนเพื่อวินิจฉัยว่าสามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม ได้แก่

  • ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจากหากอายุต่ำกว่า18 ปี กระดูกขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
  • ผู้ที่ฟันแตกหักหรือฟันบิ่น โดยที่ทันตแพทย์แนะนำว่าควรถอนฟันซี่นั้นออก ก็สามารถทำรากฟันเทียมทดแทนฟันที่สูญเสียไป
  • ผู้ที่ไม่ต้องการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้
  • ผู้ที่ไม่ต้องการกรอฟันเพื่อทำสะพานฟันติดแน่น

ใครบ้างที่ไม่ควรทำรากฟันเทียม

  • ผู้ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี เนื่องจาก กระดูกขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
  • หญิงตั้งครรภ์ ควรรอให้คลอดบุตรก่อนจึงสามารถทำรากฟันเทียมได้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่ไม่ได้รับการควบคุม เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่บาดแผลหายช้า อักเสบ และติดเชื้อได้
  • ผู้ที่เป็นมะเร็ง ที่ต้องได้รับการฉายแสงบริเวณใบหน้าและขากรรไกร
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน หรือมีภาวะกระดูกไม่แข็งแรง
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรง ควรได้รับการรักษาเพิ่มเติมก่อนทำรากฟันเทียม
  • ผู้ป่วยที่เป็นลูคีเมีย ผู้ป่วยไฮเปอร์ไทรอยด์ และผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วยจิตเภท หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ และไม่สามารถดูแลรักษาสุขภาพช่องปากเองได้

ดังนั้นผู้ที่สูญเสียฟันและต้องการทำรากฟันเทียมจึงควรประเมินตนเองก่อนว่ามีปัจจัยเสี่ยงตามข้างต้นหรือไม่ หรือหากไม่แน่ใจสามารถพบทันตแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยละเอียดก่อนตัดสินใจทำรากฟันเทียม

หลังจากทันตแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าคนไข้สามารถทำรากฟันเทียได้ ก็มาถึงขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการใส่รากฟันเทียม โดยในผู้ที่มีร่างกายเเข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เเต่ในกรณีที่มีโรคประจำตัว มียาที่จำเป็นต้องรับประทานเป็นประจำ หรือมีประวัติการแพ้ยา ต้องแจ้งต่อทันตแพทย์ก่อนการฝังรากเทียม หลังจากการตรวจประเมินอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์แล้ว จะมีการถ่ายภาพเอกซเรย์ทันตกรรม 3 มิติ (Dental CT Scan) เพื่อการวางแผนการรักษาทำรากเทียมที่ถูกต้องและแม่นยำ


ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่  ได้ที่เบอร์ 02-275-3599 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.
หรือสามารถติดต่อได้ทาง LINE: @theivorydental

แบร็คเก็ตหลุดและลวดทิ่มกระพุ้งแก้ม ในช่วงโควิด-19 ทำอย่างไรดี?

Create Date | 15 เมษายน, 2020 3703 Views

แบร็คเก็ตหลุดและลวดทิ่มกระพุ้งแก้ม ในช่วงโควิด-19 ทำอย่างไรดี?

◾แบร็คเก็ตหลุด แต่ห้อยค้างบนลวด
เสี่ยงหลุดลงคอระหว่างเคี้ยวอาหาร ควรพบทันตแพทย์เพื่อติดแบร็คเก็ตใหม่

◾แบร็คเก็ตหลุดออกจากลวด

เก็บแบร็คเก็ตไว้ ค่อยนำไปให้ทันตแพทย์ติดใหม่ เมื่อสถานการณ์โควิดดีขึ้น

◾ลวดทิ่มกระพุ้งแก้ม

ดัดปลายลวดด้วยแหนบ ดินสอหรือช้อนเล็กๆ จากนั้นติดขี้ผึ้งที่ปลายลวดปิดความคม หรือ ใช้กรรไกรตัดเล็บตัดปลายลวด

* อุปกรณ์ที่ใช้ต้องสะอาด และผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์

ข้อมูลโดย: สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย

อยู่บ้านมีปัญหาช่องปาก…ทำไงดี?
ปรึกษาทันตแพทย์ออนไลน์ 24 ชม.
ปรึกษาเลย https://bit.ly/2V95ACY

วัสดุอุดฟันหลุดหรือแตก ในช่วงโควิด-19 ทำอย่างไรดี?

Create Date | 13 เมษายน, 2020 3543 Views

วัสดุอุดฟันหลุดหรือแตก ในช่วงโควิด-19 ( Covid-19 ) ทำอย่างไรดี?

ลองสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่?

◾เศษอาหารติดฟัน แต่ไม่ปวด
ใช้ไหมขัดฟันกำจัดเศษอาหารออกอย่าให้เศษอาหารติดข้ามคืน อาจทำให้ปวดเหงือก เหงือกอักเสบ

◾ปวดหรือเสียวฟัน
ทานยาแก้ปวด งดอาหารแข็ง เหนียว รสจัด หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบทันตแพทย์

◾เคี้ยวเจ็บ แต่วัสดุไม่หลุด ฟันไม่โยก
ทานยาแก้ปวด งดอาหารแข็ง เหนียว กรอบ 1-2 สัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบทันแพทย์

◾วัสดุคม บาดลิ้น เกิดแผลในช่องปาก
ระวังการเคี้ยวอาหาร เพื่อลดการเจ็บปวด และรีบพบทันตแพทย์เพื่อแก้วัสดุที่คม

ข้อมูลโดย: สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย

🏠อ ยู่ บ้ า น มี ปั ญ ห า ช่ อ ง ป า ก …ทำไงดี?
ปรึกษาทันตแพทย์ออนไลน์ 24 ชม. 🕛
👉 ปรึกษาเลย https://bit.ly/2V95ACY

มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19

Create Date | 19 มีนาคม, 2020 841 Views

คลินิก ทันตกรรม ดิไอวรี่ มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้เข้ารับบริการ และทีมงานดิไอวรี่ทุกคนโดยมีมาตรการดังต่อไปนี้

1.คัดกรองผู้ที่เข้ารับบริการทุกคน พร้อมซักประวัติอย่างละเอียด

2.ทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ และพนักงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

3.บริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ

4.ทำความสะอาดพื้นที่ที่มีการสัมผัสภายในคลินิกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลังจากผู้มารับบริการใช้พื้นที่นั้นทันที (เพิ่มเติมจากการฆ่าเชื้อในห้องตรวจซึ่งปฏิบัติเป็นปกติ)

5.เพิ่มขั้นตอนการเตรียมตัวคนไข้ก่อนการรักษา โดยกลั้วคอด้วยน้ำยา เบตาดีน การ์เกิล ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อในช่องปาก ก่อนทำการรักษาทุกครั้ง

6. ทีมพนักงานทุกคนหลีกเลี่ยงการไปที่ชุมชนในวันหยุดทำงาน และรักษาสุขนามัยของตนอย่างเคร่งครัด

คลินิกทันตกรรม ดิไอวรี่ จะดำเนินการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอย่างเข้มงวด เพราะเราคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการทุกท่านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ฟอกสีฟัน แบบไหนได้ผลดี?

Create Date | 9 มกราคม, 2020 597 Views

ปัจจุบันฟันขาวคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา หากฟันไม่ขาวจากภายในตัวฟันเองสามารถทำได้ด้วยการฟอกสีฟัน หรืออีกวิธีที่ทำได้คือ การทำวีเนียร์ (Veneer) ในบทความนี้จะกล่าวถึงการฟอกสีฟันซึ่งเป็นการทำให้ฟันขาวขึ้นได้โดยมีผลกระทบต่อตัวฟันและเคลือบฟันน้อยที่สุด

การฟอกสีฟันมีทั้งแบบทำในคลินิกโดยทันตแพทย์ (In-office bleaching) โดยวิธีนี้จะใช้สารฟอกสีฟันที่มีความเข้มข้นสูง และมีการเร่งปฏิกิริยา ด้วยแสงเพื่อช่วยเร่งให้ผลการฟอกสีฟันเกิดเร็วขึ้น และมีแบบที่ทันตแพทย์ทำถาดฟอกสีฟันให้ผู้ป่วยกลับไปฟอกเองที่บ้าน (Home bleaching) วิธีนี้ทันตแพทย์จะจ่ายน้ำยาฟอกสีฟันที่มีความเข้มข้นต่ำให้ผู้ป่วยไว้ใส่ในถาดฟอกสีฟัน ผู้ป่วยจะต้องใส่ถาดฟอกสีฟันในช่องปากวันละประมาณ 6 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ใส่เวลานอน

การฟอกสีฟันแบบ In-office ผู้ป่วยจะรู้สึกฟันขาวขึ้นทันทีหลังทันตแพทย์ฟอกสีฟันเสร็จ ส่วนการฟอกสีฟันแบบ Home จะใช้เวลานานกว่าการฟอกสีฟันแบบ In-office ในการที่จะทำให้ฟันขาว แต่ฟันที่ขาวขึ้นจะอยู่ได้นานกว่าการฟอกสีฟันแบบ In-Office

ดังนั้นในบางกรณีจึงมีการใช้2วิธีนี้ร่วมกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

ข้อมูล: หนังสือ ครบเครื่องเรื่อง ฟัน FUN